More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Boy Next DoorPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
Let's take a look!
There are no music lists on this space.

Boy Next Door

Lost In Space
May 20

Must Read!

No matter how hard you try or pray for something, if it is not yours then it is not yours.
The best you can do is trust that life will lead you to where you should go.
If you are an honest and true person then life will lead you to a future that is better than you ever imagined. Even if you need to suffer for a while - it's lifes way of seeing whether you truly deserve a better future or not.

If you are unscrupulous then life will teach you lessons that you must learn and pass before you can get to the next level in life.
If you don't pass these lessons then you will encounter these bad experiences again and again.

In life - you get what you have earned. And if you get it without earning it, then likely you will lose it.

May 13

ประกอบ DVD writer เอง

เมื่อวานไป fortune ไปซื้อ internal DVD writer กะว่าจะเอามาใส่คอม เอาไว้write ข้อมูลเพื่อ Backup เอาไว้ write หนัง เอาไว้copy series และนี่นั่นโน่นไปตามประสา
 
วันนี้ก็เลยขนอุปกรณ์นี้ไปที่ทำงาน เพื่อประกอบร่างเข้ากับคอมตั้งโต๊ะของเรา ซึ่งอยู่ที่ทำงาน
เอาไงดีวะ ไม่เคยทำเลย ทำไม่เป็น
ที่ผ่านมา เวลาคอมมีปัญหา สมัยเรียนก็ให้ roommate ช่วย สมัยทำงานที่ต่างจังหวัดก็ให้เจ้าหน้าที่ห้องคอมช่วย (เจ้าหน้าที่ สมัยอยู่ต่างจังหวัด น่ารักทุกคน เป็นคนดีมาก ทำงานขยันขันแข็ง)
มาที่ทำงานที่นี่ก็เลยหวังพึ่ง ว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์คอมที่ทำงานปัจจุบัน ว่าเค้าจะลงมาช่วยตามหน้าที่ของเขา
(จะไม่ขอกล่าวถึงชื่อที่ทำงานของผมในที่นี้) 
ผมโทรไปหาศูนย์คอมตอน8 โมง ซึ่งเป็นเวลาเข้างานของราชการ แต่ไม่เคยมีคนรับสาย เป็นอย่างงี้ประจำ อย่างงี้แสดงว่าเข้างานสายซิ
จน9โมงกว่า ถึงจะมีคนรับสาย ผมขอสายเจ้าหน้าที่ ก็ได้คำตอบว่าเจ้าที่ไม่ว่างบ้างหละ ยังไม่มาบ้างหละ ลาพักร้อนบ้างหละ ไปทำงานข้างนอกบ้างหละ ไปย้ายของบ้างหละ
บ่ายเบี่ยงกันทุกคน ถามว่าจะเสร็จธุระลงมาทำให้ผมได้เมื่อไหร่ ก็ตอบว่าไม่ทราบ สรุปว่ามึงจะไม่ทำให้ผมใช่ไม๊
ผมจะไม่ว่าเลย ถ้านานๆเป็นที แต่นี่แม่งทำตัวสันดานเลวแบบนี้กันตลอด เสมอต้น เสมอปลายมาก
จิงๆแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็โทรไปขอความช่วยเหลือ เรื่องคอมมีปัญหา thumb drive มีปัญหามาแล้วครั้งนึง แต่ก็ไม่มีคนมาดูให้
ผ่านไปเป็นสัปดาห์ที่ผมต้องคอยโทรจิกให้ไอ้พวกสัดานขี้เกียจกว่าหมาพวกนี้ให้มันมาช่วยผม
อ้างเหี้ย อ้างสัดอะไรกันนักกันหนาก็ไม่ทราบ ไม่เคยมีใครว่าง
แต่พอผมแอบขึ้นไปดูที่ศูนย์คอมด้วยตัวเอง ก็เห็นนั่งหัวโด่กันครบ ไม่รู้ทำเหี้ยอะไร ทีผมโทรมาแม่งเสือกบอกว่าไม่มีใครอยู่
 
ถามอาจารย์ในคณะด้วยกัน ถึงพฤติกรรมต่ำๆเหล่านี้ ก็ได้ความว่า คนที่นี่ เค้าทำงานกันแบบนี้แหละ
ไม่ใช่แค่หน่วยนี้หรอก เป็นเหมือนกันหมด
เออดีแฮะ ทำชั่วๆหมาๆ แต่ก็ไม่โดนไล่ออก
สมัยผมอยู่ที่อื่น เจอแต่คนดีๆ แต่มาอยู่ที่นี่ มีแต่ร้ายๆ ร้ายกาจสุดๆกันทั้งนั้น
ผมนะ ต้องโทรไปถามแล้วถามอีก ว่าเมื่อไหร่จะมาทำให้
ผมโทร จนผมรู้สึกอาย อายที่จะโทรไปขอร้องไอ้พวกต่ำๆพวกนี้อีกแล้ว ทั้งๆที่จิงๆแล้วมันซิที่ต้องอาย เพราะนี่หน้าที่มัน
แต่พวกมันไม่อายเลยครับ มันยังคงความหน้าด้าน หน้าทน ความขี้เกียจ ความไร้สำนึก ไร้.... คิดคำด่าไม่ออกแล้ว เพราะตอนนี้โกรธมาก
มันยังเหมือนเดิม สันดานเลวเสมอต้นเสมอปลาย
คำพูดกับผม ซึ่งเป็นอาจารย์ ก็ไม่ได้มีความเคารพซักนิด
 
กลับมาเรื่องคอมผม  ในที่สุดด้วยความโกรธ และไม่อยากจะง้อไอ้พวกเหี้ยพวกนี้อีก  ผมเลยขอลองประกอบเอง ทำเอง มั่วเอง
พยายามอยู่นานจนคิดว่าคงจะสิ้นหวังแล้ว แต่ในที่สุดก็สำเร็จ ไม่อยากเชื่อตัวเอง เราก็ทำได้
ไม่ต้องไปพึ่งไอ้พวกเจ้าหน้าที่คอม ที่สันดาน... แดกเงินเดือนไปวันๆ ไม่ทำหน้าที่ตัวเอง
 
จิงๆ สิ่งที่ผมทำ มันไม่ค่อยถูกนักหรอก ผมควรจะต้องจิกมันให้มาทำให้ได้ เพราะมันเปนหน้าที่พวกมัน
ถ้าทุกคนทำแบบผม ไอ้เหี้ยพวกนั้นก็สบาย อ้างโน่นอ้างนี่ ไม่ทำงาน ทำเหี้ยๆแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
แต่ผมไม่ไหวแล้ว รู้สึกสกปรกที่จะไปยุ่งกับมันอีก นอกซะจากถ้าไม่จำเปนจิงๆ
 
เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า
1 จิงๆแล้ว ผมก็ทำเองได้นะ นี่ขนาดผมไม่ได้รู้เรื่องคอมเลยด้วยซ้ำ ถ้าผมทำได้ ทุกคนก็ทำได้ ขอแค่เริ่มที่จะเรียนรู้
2 คนสันดาน เหี้ยๆ จัญไร ที่วันๆนั่งแดกเงินเดือน แต่ไม่ทำงาน หน้าด้าน ด้านยิ่งกว่าที่คุณคิดไว้มาก  ยังมีอยู่เยอะมากในสังคม นี่ก็ถือเปนการคอรัปชั่นแบบนึงนะ
 และคนดีๆอย่างพวกเราไม่มีปัญญาจัดการเศษสังคมเหล่านี้ให้หมดไปเลยหรือ
3 เชื่อว่าอย่างน้อยครั้งนึงในการทำงานกับคนระดับล่าง คุณจะต้องเคยเจอเรื่องแบบนี้ ขอจงมีสติ อย่าให้ไอ้พวกเหี้ยพวกนี้มาทำให้จิตใจคุณขุ่นมัวแบบผม เพราะมันไม่มีประโยชน์
  เราหงุดหงิด และโกรธแทบบ้า แต่ไอ้พวกสันดานชั่วชาติพวกนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย
 
ขอให้กรรมตามสนอง 'มัน' เหล่านี้ทั้งหมด ให้มันได้รับผลกรรมที่มันทำอย่างสาสม
ขอให้มันตาย ตาย ไปจากสังคมให้หมด
ขอให้มันไม่มีวันเจริญ ขอให้มีแต่ตกต่ำ ไร้ค่า
สุดท้าย ขอให้ผม และคนที่ดีทุกๆคนไม่ต้องเจอคนเหล่านี้อีก
April 16

สงกรานต์ 51

เป็นสงกรานต์ที่หยุดยาวเหลือเกิน
หยุดยาวจนเรารู้สึกว่าหยุดยาวเกินไปแล้ว ว่างเกินไป ไม่มีไรทำ
ปีนี้คิดว่าจะไม่ได้ไปเล่นน้ำซะแล้ว เนื่องจากหาเพื่อนไปไม่ได้เลย
แต่ด้วยความอยาก ที่อะไรก็หยุดไม่อยู่
วันที่ 13 ก็ได้ลากหมูน้อยไปเล่นน้ำที่ถนนสีลม
เอารถไปจอดที่หลังสวน แล้วก็เดินมาสีลม
โอ้โห พระเจ้า คนเยอะมากๆ ไม่เคยเห็นคนเล่นที่สีลมเยอะขนาดนี้มาก่อน
ปกติไม่ไปเล่นที่ข้าวสารก็เพราะว่าไม่ชอบคนเยอะนี่หละ
แต่ปีนี้สีลมยังกะข้าวสารเลย อาจจะยิ่งกว่าด้วยมั้ง
ถ้าล้มลงไปคงโดนเหยียบตาย
เดินไปเกือบถึงซอย 4 แล้วก็เดินกลับ (ไปต่อไม่ไหว)
คนเยอะมาก แออัด อึดอัด เบียดกันแน่นยังกะจะผสมพันธุ์
จะยืนเล่นต่อก็ไม่ไหว หมดแรง หนาวด้วย
ถึงจะคนเยอะไปหน่อย แต่ก็สนุกดีนะ
เล่นเสร็จก็แวะซื้อข้าวไข่เจียวกิน (ไม่อร่อยเลย เค็มปี๋ กลับมาทอดกินเองที่บ้านดีกว่า)
กลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่รถ เปลี่ยนมันตรงริมถนนนี่หละ
แล้วก็กลับบ้าน
ได้ตัวเปียกแล้วค่อยรู้สึกว่าเป็นวันสงกรานต์หน่อย อิๆ
April 06

เครียด

ทุกครั้งที่มีเวลามาเขียน blog ทีไร มักจะหมายถึงกำลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ และอยากจะ release ออกมาให้โลกรู้เสมอเลย
เมื่อวานนี้ไปอยู่เวรที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ตามปกติ ออกตรวจ 7 โมงเช้า ลงเวร 4 โมงเย็น
มีเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้นและรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
 
มีคนไข้ผู้ชายอายุ 23 ปี มาพร้อมกันคุณแม่ที่ดูท่าทางจะเป็นกังวลอย่างมาก
คนไข้ไม่เคยมาตรวจที่นี่มาก่อน
คุณแม่คนไข้ส่งใบเจาะเลือดมาให้ผม ในใบนั้นมีตัวเลขมากมาย
ผมก็แปลกใจนิดหน่อย ใครนะ สั่งเจาะแบบนี้ เยอะแยะมากมาย เจาะไปเพื่ออะไร คนไข้เป็นอะไรถึงเจาะ ไม่มีการบันทึกประวัติหรือการตรวจร่ายกายใดๆ
คุณแม่คนไข้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อหลายเดือนก่อนคนไข้เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.เอกชนแห่งนึงด้วยอาการไข้ คุณแม่บอกว่าหมอที่นั่นเจาะเลือดเยอะแยะ และบอกว่าพบว่ามีผลการทำงานของตับผิดปกติไป
ผมจึงถามคนไข้ว่า สรุปแล้วที่ รพ.เอกชนแห่งนั้น บอกว่าป่วยเป็นอะไรครับ
คุณแม่คนไข้และคนไข้บอกว่า ไม่ทราบ หมอไม่ได้บอก บอกแค่ว่า พบว่ามีการทำงานของตับผิดปกติ
ผมก็งงๆ อึ้งๆ ไปพักนึง แปลกดีแฮะ บอกว่านอน รพ.หลายวัน แต่ไม่รู้ว่าตกลงเป็นอะไร
ตาม sense ของผมแล้ว ไม่เห็นจะแปลกที่จะตรวจพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ
เพราะในบางภาวะของการเจ็บป่วยเช่น systemic infection บางอย่างก็อาจทำให้มีความผิดปกติของตับ หรือความผิดปกติของระบบอื่นๆได้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่น่าสนใจกว่าคือเป็นจากอะไรมากกว่า
ผมก็เลยถามว่าแล้วตอนออกจาก รพ. ได้ยาอะไรมาทานบ้างครับ ยังเก็บตัวยาไว้หรือปล่าว เผื่อผมจะได้พอบอกได้ว่าเป็นอะไร และจะต้องติดตามการรักษาต่อยังไง
คุณแม่คนไข้ไม่ได้เก็บไว้ แต่บอกชื่อยากับผม ซึ่งบอกตรงๆ ผมไม่เคยได้ยินชื่อยานี้ ไม่เคยจ่ายยานี้มาก่อน สมัยเป็นนักเรียนก็ไม่เห็นเคยมีเรียนเลยนะ และตลอดการทำงานที่ผ่านมา ก็ไม่เคยผ่านหูเลย
คุณแม่คนไข้บอกว่าวันนี้มาที่นี่เพราะว่ามีสิทธิ์ประกันสังคมที่นี่ จึงไม่อยากต้องไปเสียเงินที่รพ.เอกชนแห่งเดิมซึ่งต้องเสียเงินไม่ใช่น้อย ซึ่งผมก็มองว่าสมเหตุสมผล
เอาหละกลับมาเรื่องผลเลือดที่เพิ่งเจาะไปล่าสุด ซึ่งไม่รู้ว่าหมอคนไหนสั่งไว้ แต่ที่แน่ๆ ผมต้องมารับภาระในการกระทำของหมอคนนั้น
ผลเลือดประกอบไปด้วยค่า triglyceride cholesterol LDL HDL SGOT SGPT HBsAg AntiHBC ซึ่งขอไม่อธิบายมากมายในที่นี่
สรุปคือมีค่าผิดปกติที่แสนจะน้อยนิดของ SGOT SGPT ซึ่งบอกถึงการทำงานของตับ และมีไขมันในเลือดสูงเล็กน้อย ย้ำนะว่าเล็กน้อย
คร่าวๆก็คือ ไม่มีอะไรต้องกังวลในขณะนี้ ตัวเลขอาจจะมีเกินเกณฑ์ไปบ้างเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว
ผมได้แนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวต่างๆ และเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทานยาอะไรอีกแล้ว การทำงานของตับจะค่อยๆกลับสู่ค่าปกติเองในที่สุด
คุณแม่คนไข้ซึ่งดูเหมือนจะกังวลตั้งแต่แรกนั้น แย้งขึ้นทันทีว่า แล้วค่าผิดปกติพวกนี้ไม่ต้องรักษาเหรอยังไง ต้องให้มันผิดปกติขนาดไหน ถึงจะรักษา ถึงจะจ่ายยาให้
 
ผมจึงได้พยายามอธิบายว่า การรักษาไม่ใช่หมายถึงการใช้ยาเสมอไป การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ก็คือการรักษาอย่างนึงเช่นกัน ภาวะบางอย่างต้องใช้เวลา ยาบางชนิดอาจไม่ช่วยอะไร
คุณแม่คนไข้ถามผมกลับอีกครั้งว่า แล้วยาที่รพ.เอกชนให้มากินบอกว่าเป็นยาบำรุงตับนั้น หมอจะไม่จ่ายให้แล้วหรือ ในเมื่อผลเลือดมันยังไม่ปกติ
หลังจากที่ผมได้พยายามอธิบายแบบปกติแล้วคุณแม่ไม่เข้าใจ ผมจึงต้องเริ่มต้นอธิบายใหม่ยาวเหยียด ซึ่งขอไม่เล่าละนะ เล่าไปอาจจะงงปล่าวๆ
สรปสั้นๆคือ ผลเลือดที่ผิดปกตินั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบB และ C ไม่ได้มีผลจากไขมันที่สูงกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ไม่มีอะไรน่ากลัวที่ต้องห่วงอีกแล้ว และยาไม่ได้มีความจำเป็นในขณะนี้
ส่วนเรื่องยาที่รพ.เอกชนนั้นให้ เห็นจะเป็นยาบำรุง ซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ
คุณแม่คนไข้เริ่มรุกผมมากขึ้น ดูเหมือนผมไม่สามารถทำให้คุณแม่คนไข้เชื่อ หรือเข้าใจอะไรได้มากขึ้นเลย แต่คนไข้ดูเหมือนจะเข้าใจบ้างแล้ว
คุณแม่บอกว่าที่ผมไม่จ่ายยาให้เป็นเพราะว่าเค้าเป็นคนไข้ประกันสังคม ไม่ใช่คนไข้ที่จ่ายเงินสด ทำให้ได้รับการรักษาคนละอย่างจากที่เคยได้
ซึ่งผมฟังแล้วผมเสียความรู้สึกมาก ผมบอกคุณแม่คนไข้ว่า ผมรักษาคนไข้ทุกคนตามมาตรฐานวิชาชีพทุกประการ ผมจ่ายยาตามความเหมาะสมตามข้อบ่งชี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน
และผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว
ผมจึงบอกคุณแม่คนไข้ว่า เนื่องจากขาดความไว้วางใจแบบนี้แล้ว ผมขอนัดให้คนไข้มาเจอกับแพทย์เฉพาะทางอีกท่านอีกครั้ง เพื่อความสบายใจของคุณแม่คนไข้
เพราะหมอคนอื่นอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป จะได้ฟังหลายๆทาง ซึ่งผมเองก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น
นี่คือสิ่งที่ผมทำ ผมไม่ใช่หมอเทวดา หรือผู้วิเศษที่จะรู้ไปซะทุกเรื่องทุกโรค (อันนี้คิดในใจนะ ไม่ได้พูด) เวลามี caseยากๆ ผมก็ต้อง consult หมอคนอื่นเช่นกัน 
แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมทำในกรณีนี้ถูกต้องแล้ว
แต่เพื่อความสบายใจ ผมจึงนัดให้เค้าไปพบแพทย์เฉพาะทาง อีกครั้ง
คุณแม่ยังคงระแวงแคลงใจไม่เลิก ยังถามต่อว่าหมอคนที่ผมนัดให้นั้น เป็นหมอที่รักษาเฉพาะคนไข้ประกันสังคมรึปล่าว และจะได้ยาเหมือนคนไข้เงินสดหรือไม่
ผมคิดในใจ ถ้าคิดมองหมอในแง่ลบตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุยแบบนี้ แล้วต่อไปมันจะเป็นอย่างไร
ผมอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ผมจึงพูดออกไปว่า ผมเองก็ใช้สิทธิ์ประกันสังคม จ่ายทุกเดือนเดือนละ 750 บาทฟรีๆทุกเดือนเหมือนกัน ผมก็เคยเป็นคนไข้เหมือนกัน ผมทราบดี และผมเข้าใจ
แต่จงเชื่อเถอะว่า ยังไงก็ตามแพทย์ก็จะต้องรักษาคนไข้อย่างเสมอภาค และให้การรักษาที่เหมาะสมกับทุกคนเช่นเดียวกัน
ผมจึงรวบสรุปสั้นๆ ว่าไว้คุยกะแพทย์เฉพาะทางอีกครั้งนะครับ
ก่อนที่ผมจะให้คนไข้กลับ ผมได้อธิบายการปฏิบัติตัวทุกอย่างกับคนไข้อย่างละเอียดเต็มความสามารถของผม
ผมใช้เวลาตรวจคนไข้รายนี้ประมาณ 45 นาที ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อึดอัดมาก เต็มไปด้วยความเครียด เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจของคนไข้ในการรักษา เต็มไปด้วยอัคติ
คนไข้ที่รอหน้าห้องเริ่มเดินไปมาเพราะเริ่มจะทนรอตรวจไม่ไหว
ผมเองก็อยากจะออกไปตะโกนดังในสนามว่า ทำไม ทำไมผมต้องเจออะไรแบบนี้
หลังจากตรวจคนไข้คนนี้เสร็จ ผมโทรศัพท์หาเพื่อนผมที่เรียยนเฉพาะทางด้านอายุรกรรมทันที ซึ่งเพื่อนผมก็ได้ตอกย้ำในความถูกต้องของผมว่า
คนไข้ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาอะไรในขณะนี้เลย และยาที่ได้จากรพ.เอกชนก็เป็นเพียงยาวิตามิน ซึ่งก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ
 
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักหรอก แต่ทุกครั้งที่เกิด มันช่างบั่นทอนจิตใจของผมเหลือเกิน
ในชีวิตการเป็นหมอของผม ซึ่งรวมแล้วเพิ่งจะ2ปีเท่านั้นเองนับจากเรียนจบ นับว่ายังน้อยมาก แต่มีเหตุการณืหลากหลายรูปแบบเหลือเกินให้ผมต้องเผชิญ
หลายครั้งต้องระบายเหตุการณ์ต่างๆให้เพื่อนร่วมงานฟังบ้าง พ่อแม่บ้าง แฟนบ้าง เพื่อนหมอด้วยกันเองบ้าง
 
ปัญหาที่ผมเจอบ่อยๆ ที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาแต่ก็กลับเป็นปัญหาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผู้อ่านอาจมองว่าตลกหน่า ไม่จิงมั้ง
นั่นคือผมดูเด็กเกินไป ผมไม่ได้คิดไปเอง และผมไม่ใช่ชมตัวเองนะ ผมไม่ใช่คนชอบชมตัวเอง
ถ้าผมเป็นหมอ skin oคงไม่ใช่ปัญหา แต่เผอิญผมไม่ใช่
นี่เป็นปัญหาที่ผมจะไม่แก้ไขโดยการทำให้ผมหน้าแก่ และทุกวันนี้ผมแก้ไขปัญหานี้ด้วยการใส่หน้ากากปิดปากจมูก เพื่อปิดหน้าผมให้มากที่สุด ใส่แว่นตาทุกครั้ง ใส่เสื้อกาวน์ยาวเสมอ เพื่อให้ดูภูมิฐานที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ดูเหมือนจะยังไม่พอ
คนไข้บางคน จิงๆแล้วหลายคน ถามผมว่าผมเรียนจบรึยัง จบจากที่ไหน จบอะไร หรือไม่ก็ถามว่าเพิ่งจบมากี่ปี
ไม่ได้ถามในลักษณะชื่นชม แต่ถามเชิงไม่ไว้ใจ
บางคนพูดกะญาติแบบเจตนาให้ผมได้ยินว่าหมอคนนี้จะไหวเหรอยังเด็กอยู่เลย ไปหาหมอคนอื่นไม๊
ผมเสียใจครับ กับคำพูดเหล่านี้
ผมอยากจะบอกว่า หน้าเด็ก ไม่ได้หมายความว่าสมองน้อย หรือโง่ไร้ประสบการณ์
และอีกอย่างที่อยากจะบอก หมอหลายคนที่น่าตาน่าเชื่อถือ และพูดจาน่าเชื่อถือมาก พูดจาดีมาก แต่โง่ รักษามั่วๆซั่วๆ ผมเห็นมีถมไป
ผมอาจจะดูเด็กก็จิงอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่มีความสามารถ
ผู้อำนวยการ รพ. ผมก็ทำมาแล้ว พัฒนา รพ. จนผ่านการประกันคุณภาพ หรือ HA ก็ทำมาแล้ว สมัครเป็นอาจารย์ที่จุฬา ก็ได้เป็นแล้ว
เรื่องการรักษาคนไข้ ถ้าหากผมตรวจคนไข้แล้วพบว่าเป็นโรคเฉพาะที่ต้องส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทาง ผมก็จะconsult แพทย์เฉพาะทางตามระบบ จะไม่ดันทุรังรังรักษามั่วๆซั่วๆอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องมองผมแบบไม่ไว้ใจแบบนั้น
บางคนมองหัวผม มองหน้าผม และก็มองรองเท้า (มองหัวจรดเท้ารึป่าว)
ทำไมเหรอ ผมเป็นหมอ แล้วผมจะใส่คอนแทกเลนส์ หน้าใส ผมตั้ง ผมสีน้ำตาล ใส่กางเกงขาเด๊บ รองเท้าหนังสีครีม ไม่ได้หรือยังไงครับ
เวลาเห็นหมอเชยๆ ก็ว่าเหมาว่าพวกหมอเชย แต่งตัวไม่เป็น แต่พอเจออะไรที่แตกต่างก็กลับไม่เชื่อถือ ตัดสินระดับสติปัญญาของผมจากหน้าตา เสื้อผ้าที่ผมใส่
อย่าเพิ่งหาว่าผมบ้า เก็บกด ด่าคนไข้นะครับ ไม่ใช่อย่างนั้น มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นเอง แต่ทำให้เศร้ามากมายในหลายๆครั้ง
จะมองผมยังไงก็แล้วแต่เถอะครับ นานาจิตตัง
แต่อยากบอกว่าอย่าตัดสินระดับความสามารถ ระดับสติปัญญาของหมอ จากสิ่งที่คุณเห็นภายนอก เพราะสิ่งที่คุณเห็นภายนอกไม่ได้สะท้อนสิ่งที่อยู่ในสมองหรือจิตใจเลย
 
หมอหน้าเด็ก ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง
หมอแต่งตัวเยอะ ไม่ได้แปลว่ารักษาคนไข้ไม่เป็น
 
ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนหมอคนนึง ซึ่งทำงานในรพ.เอกชนหลายแห่ง ทุกครั้งที่ฟังมันพูดแล้วไม่สบายใจเลย
มันบอกผมว่า ทุกวันนี้มันไม่ได้รักษาคนไข้ตามที่เรียนๆมาหรอก มันรักษาไปตามที่คนไข้อยากได้
ผมให้มันอธิบาย เพราะผมไม่เข้าใจ
มันบอกผมว่า คนไข้อยากได้อะไรก็ให้เค้าไปอย่างนั้นแหละ ยกตัวอย่างคนไข้อยากให้ฉีดยา ก็จะฉีดให้ อยากให้ xrayก็จะ xray ให้ อยากได้ยาอะไรก็จะสั่งให้ ไม่ขัดใจคนไข้
ผมแย้งมันว่าทำงี้ได้ไง ไม่ถูกเลย ถ้าทำอย่างนั้นแล้วมาตรฐานอยู่ที่ไหน ไอ้ที่อาจารย์แพทย์ของพวกเราสอนมา เอาไปเก็บไว้ไหนหมด
มันบอกผมว่าทำแบบนี้แล้ว คนไข้ชอบ คนไข้ไม่โวยวายเพราะได้สิ่งที่ตัวต้องการ ไม่โดนหมอขัดคอ
มันยังบอกอีกว่า ไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้ยุ่งยาก เพราะอธิบายไปคนไข้ก็ไม่มีทางรู้เรื่องกะเรา และคนไข้ไม่ต้องการ เค้าอยากได้อะไรก็ให้เค้าไป ทำให้เค้าพอใจก็พอแล้ว
มันบอกว่ามันเคยทำตามมาตรฐาน เคยเป็นหมอที่ทำทุกอย่างตามทฤษฎีที่เรียน แต่กลับโดนร้องเรียน ตั้งแต่นั้นมา มันก็เลยไม่สนใจคำว่ามาตรฐานอีกแล้ว
ทำแค่ว่าให้คนไข้พอ ได้ในสิ่งที่คนไข้ต้องการก็พอ
ผมว่าแบบนี้น่ากลัวมากนะ เป็นความคิดและการกระทำที่น่ากลัวมาก และคนไข้ไม่มีทางรู้เลยว่ามันก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวคนไข้มากขนาดไหน
ผมบอกเพื่อนผมว่า ตกลงนี่มึงเป็นหมอ หรือเป็นsaleขายของกันแน่
มันตอบแบบปลงๆว่า อยากอยู่รอดปลอดภัยไม่โดนคนไข้โวยวาย ร้องเรียน ก็จงทำตามที่คนไข้ขอนั่นแหละ ไม่ต้องไปขัดใจ
ผมไม่เคยเชื่อเพื่อน ไม่เคยทำตามคำแนะนำจากไอ้เพื่อนเวรนี่เลย
แต่จากสิ่งที่ผมเห็น หมอใน รพ.เอกชนส่วนใหญ่ทำแบบนั้นจิงๆ
 
ผู้อ่านทั้งหลายในที่นี้อาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกำลังอธิบาย
จะเห็นว่าทุกวันนี้ หมอจำนวนไม่น้อยที่เลือกปฏิบัติผิดๆ หรือตามใจคนไข้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน คนไข้ก็คิดว่าสิ่งที่เห็นหมอคนนั้น คนนี้ทำมาก่อนคือสิ่งที่ถูก โดยที่ไม่รู้ว่าจิงๆแล้วอะไรที่ถูก
คนไข้บางคนปวดศีรษะ มาหาหมอ บอกว่าขอทำ  CT scan เพราะเห็นมีเพื่อนปวดหัวไปหาหมอที่อื่นแล้วต้องทำ CT scan ก็เลยคิดว่าคนที่ปวดหัวทุกคนที่มาหาหมอต้องทำ CT scan
หมอบางคนตัดปัญหาด้วยการตามใจคนไข้ ทำไปโดยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เลย คนไข้ต้องเสียเงินเป็นหมื่นๆ
หมอบางคนปฎิเสธคนไข้ เพราะไม่เห็นว่ามีข้อบ่งชี้ใดๆ และโดยคนไข้ร้องเรียน
จะเห็นว่ามีหมอหลายประเภท ที่เลือกปฎิบัติต่างกันด้วยเหตุผลต่างกัน
ผู้อ่านทุกคน ผมอยากบอกว่า บางครั้งอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นมากเกินไป อย่าคิดว่าหมอจะถูก อย่าคิดว่าตัวเองจะถูกเช่นกัน
ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ให้ระแวงหมอ แต่อยากให้คนไข้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่คิดเอาเองว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ถูกต้องเพราะเห็นเค้าทำตามกันมา โดยที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลหรือหลักการใดๆ
ทุกคนไม่ว่าจะคนไข้หรือหมอ ต้องหมั่นหาความรู้ แล้วมาพูดคุยปรึกษากันอย่างมีเหตุผล อยู่บนหลักการและความถูกต้องเหมาะสม
และอยากบอกเพื่อนหมอว่า ขอร้องหละ อย่าspoil คนไข้แบบนั้นอีกเลย เพราะมันส่งผลเสียกับคนไข้ และทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกเยอะแยะ
ไม่อย่างนั้นปัญหาต่างๆ ก็จะวนเวียนไม่รู้จบ
สิ่งที่ผิด ก็จะกลายเป็นถูก ส่วนสิ่งที่ถูกนั้น กลับไม่มีใครมองเห็น ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกคืออะไร
 
หลายครั้งที่คนไข้บางคนไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบาย ในสิ่งที่ผมปรารถนาดี และเถียงผม ต่อว่าผม ดูถูกผม
ผมก็เสียใจเป็น
จนบางครั้งผมรู้สึกว่า ไม่รู้ผมจะทำแบบนี้ไปทำไม บางครั้งไม่อยากเป็นคนดีอีกแล้ว เพราะคนไข้บางคนไม่เห็นจะเห็นคุณค่าของผมเลย
แต่เวลาที่ผมรู้สึกเศร้ามากๆ จนบางครั้งคิดว่าไม่น่าเลือกเรียนหมอเลย ผมก็จะนึกถึงคนไข้ที่ดี ที่รับฟัง ที่เข้าใจในความปรารถนาดีของผม
ผมจะนึกถึงรอยยิ้มของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณลุงคุณป้าที่น่ารัก รอยยิ้ม คำขอบคุณ และคำชื่นชมเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น ทำให้ผมมีแรงใจที่จะสู้ เพื่อเป็นหมอที่ดีของสังคมต่อไป
ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์หมอด้วย ไม่ใช่แค่หมอแล้ว และผมจะยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งดีๆเพื่อสังคม ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด และผมจะสอนลูกศิษย์ของผมให้ดีที่สุด
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมใด้เล่าในวันนี้ คงจะมีประโยชน์กับคนที่เข้ามาอ่านทุกคน ไม่มากก็น้อย
February 18

ส่องกล้องทางเดินอาหาร

วันนี้ไปหาหมอระบบทางเดินอาหารตามนัด
นัดส่องกล้องทางเดินอาหาร
ตอนนี้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกัน
ขอบอกว่า ทรมานมากๆ
ใครที่ไม่เคยเห็น ลองจินตนาการตามที่ผมจะเล่าละกัน
 
ก่อนอื่นต้องงดอาหารและน้ำ ก่อนมาทำประมาณ 6 ชม. (เราหิวจนตาลายเลย กว่าจะได้เริ่มทำ ปาเข้าไปบ่ายโมงครึ่ง)
 
กล้องตรวจ เป็นท่อขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร (ประมาณนิ้วมือเรานี่หละ) ยาวประมาณ 1 เมตร มีเลนส์และตัวกล้องตรงปลายท่อ อีกปลายนึงต่อกับตัวรับภาพและออกมาทางจอทีวี
 
พยาบาลจะฉีดยาชาบริเวณคอหอย เพื่อให้ชาจะได้สบายขึ้นตอนสอดท่อ ซึ่งรสชาติยาชา พิลึกสุดๆ
ตอนชาจะอึดอัดมากๆเลย เพราะมันจะกลืนน้ำลายไม่ค่อยได้ รู้สึกเหมือนอะไรติดคอ ขวางคอตลอดเวลา
จากนั้นจะมีพลาสติกให้เราคบไว้ เป็นพลาสติกกันกัดท่อ
พอชาได้ที่ หมอก็จะสอดกล้องตรวจ ซึ่งเป็นท่อยาว เข้ามาในปากหมอจะค่อยๆสอดท่อเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านปาก คอหอย ทางเดินอาหาร กระเพาะ จนไปถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
กรี๊ด ทรมานสุดๆ
มีใครเคยเอานิ้วล้วงคอบ้าง ยกมือขึ้น
นั่นหละ ความรู้สึกนั้นหละ แต่อันนี้มันทรมานกว่ามาก เพราะมันอยู่ที่คอตลอดเวลา และถูไปถูมา
 
เราก็อ้วกแล้วอ้วกอีก แต่ไม่มีอะไรออกมาหรอกนะ นอกจากน้ำลาย เพราะไม่ได้กินอะไรนี่นา จะให้มีอะไรออกได้ไง
ทรมานมากอ่ะ หมอบอกว่าห้ามกลืน ให้หายใจเข้าลึกๆ ไม่ให้เกร็ง
แต่จะไม่ให้เกร็ง ไม่ให้อ้วกยังไงไหว ท่ออันเบ่อเริ่มค้างในคอขนาดนั้น
หมอก็ปลอบใจบอกว่าจะเสร็จแล้วๆ แต่จิงๆแล้ว กล้องยังไปไม่ถึงกระเพาะเลย เพิ่งอยู่แค่ตรงหลอดอาหารเอง
พอกล้องเข้ากระเพาะ มันรู้สึกได้เลยอ่ะว่าจุกๆ และที่จุกสุดๆ ทรมานสุดๆ คงเป็นตอนที่กล้องผ่านเข้าไปถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
กล้องนี้เจ๋งมาก ถ่ายรูปได้ด้วย หมอบอกว่าถ่ายรูปแป๊บนึง
โอ้วคุณหมอขา จะทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ ไวๆหน่อยก็ดีนะคะ ทรมานเหลือหลาย
จากนั้นก็เป็นอันเสร็จ หมอดึงท่อออก ตอนนี้ก็ทรมานอีกครั้ง เพราะตอนดึงออกมา มันจะถูไปมาที่คอ
 
เราได้ดูรูปด้วย สรุปว่าเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) 3 จุด แต่เป็นแผลแบบตื้นๆ เรียงติดกันเลย
หมอไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพราะ test kit สำหรับตรวจเชื้อ H. pyroli หมด -_-'
หมอเลยให้ยาฆ่าเชื้อมากินเลย โดยไม่ต้องตรวจเชื้อ
หมอบอกให้กินยาให้ครบ และห้ามเครียด และไม่ต้องตรวจซ้ำแล้ว ถ้าไม่มีอาการกำเริบอีก
 
ได้ยามา 4 อย่าง ถุงเบื่อเริ่มเทิ่ม เห็นยาแล้วอยากจะอ้วกเลย ทำไมมันเยอะแยะอะไรอย่างงี้ฟ่ะ
 
เอาหละ เล่าพอหอมปากหอมคอ
ใครอยากรู้เพิ่มเติมถามได้
ใครที่คิดจะไปทำก็มาถามได้นะ
 
 
View more entries
 
No list items have been added yet.
Updated 3/25/2007
Updated 12/10/2006
Updated 12/10/2006